หนังสือแสดงเจตจำนงด้วยความปรารถนาดีต่อการรับมืออุทกภัยเมืองหาดใหญ่

by Little Bear @26 ม.ค. 69 12:31 ( IP : 171...159 ) | Tags : ข่าวสารประชาสัมพันธ์

หมายเหตุ : เอกสารสาธารณะฉบับนี้สรุปบทเรียนและข้อเสนอแนะการรับมืออุทกภัยใหญ่ ปี 2568 จากมูลนิธิเครือข่ายเมืองภาคใต้เพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (SCCCRN) ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์กรความร่วมมือในการรับมืออุทกภัยของเมืองหาดใหญ่ โดยดำเนินกิจกรรมสำคัญ คือ พัฒนาระบบเตือนภัย ผ่าน www.hatyaicityclimate.org ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2555 เพื่อให้ประชาชนโดยเฉพาะชาวอำเภอหาดใหญ่ใช้เป็นเครื่องมือเพื่อเข้าถึงข้อมูลในการเฝ้าระวังน้ำท่วม เอื้อประโยชน์การเตือนภัยและปรับตัวเพื่อรับมือกับภาวะอุทกภัยที่อาจจะเกิดขึ้นตามฤดูกาล จุดเด่นของเวปไซต์ www.hatyaicityclimate.org คือ จัดทำขึ้นเพื่อเป็นช่องทางสื่อสารและเผยแพร่ข่าวสารการเฝ้าระวัง และเตือนภัยล่วงหน้า ประกอบด้วยข้อมูลทางอุตุนิยมวิทยา ภาพ Realtime ระดับน้ำในคลองสำคัญ อาทิ คลองอู่ตะเภา คลองร. 1 คลองหวะ คลองเรียน คลอง 30 เมตร คลองตง และถนนสำคัญ อาทิ สี่แยกคลองหวะ ถนนในพื้นที่ทม.คอหงส์ ทต.พะตง รวมถึงข้อมูล ความรู้ สื่อ ที่เป็นประโยชน์ โดยมีภาคส่วนเช่น หน่วยราชการ องค์กรบริหารส่วนท้องถิ่น ภาควิชาการ ภาคธุรกิจเอกชน และประชาสังคมได้ร่วมกันเป็นเจ้าภาพ มีประชาชนเป็นเจ้าของ ที่สำคัญ ไม่ได้จัดทำขึ้นหรือได้รับเงินสนับสนุนจากหน่วยงานรัฐหรือส่วนท้องถิ่นใดๆ

ผู้ได้รับประโยชน์

กว่า 14 ปีที่ผ่านมา www.hatyaicityclimate.org ได้อำนวยประโยชน์ในด้านข้อมูลสภาพฝนและสภาพน้ำให้แก่ประชาชนในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ และข้างเคียงให้มีข้อมูลที่สามารถตัดสินใจได้ในการเตรียมรับมือกับภาวะอุทกภัยในฤดูกาลของทุกปี ข้อมูล ณ 19 มกราคม 2569 มีคนเข้าดูเวปไซต์รวมทั้งสิ้น 20,288,257 คน มีผู้ชมจำนวน 98,818,857 ครั้ง เฉพาะเดือนพฤศจิกายน 2568 มีผู้เข้าชมจำนวน 1.2 ล้านคน14.7 ล้านครั้ง

ที่มาของเว็บไซต์

การจัดทำเวปไซท์ดังกล่าวเกิดขึ้นโดย มูลนิธิเครือข่ายเมืองภาคใต้เพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ Southern Cities Climate Change Resilience Network (SCCCRN ซึ่งต่อไปจะเรียก SCCCRN ออกเสียงง่าย ๆ ว่า “เอสเซิร์น”) ที่มี ดร.สมพร สิริโปราณานนท์ อดีตประธานหอการค้าจังหวัดสงขลาเป็นประธาน มีกรรมการและที่ปรึกษามาจากบุคลากรในมหาวิทยาลัยในท้องถิ่น เช่น รศ.ดร.ธนิต เฉลิมยานนท์ ม.สงขลานครินทร์ และนายสันติ จันทโณ ทำหน้าที่รองประธาน นายเทิดทูน ดำรงฤทธามาตย์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์  ดร.จเร สุวรรณชาต ดร.จามีกร มะลิซ้อน ม.ราชมงคลศรีวิชัย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นท้องถิ่น ได้แก่  นายดิเรกฤทธ์ ทวะกาญจน์ อดีตข้าราชการ ทน.หาดใหญ่ นายชินวัตร แสงมณี ทม.คลองแห นายสันติ จันทโณ รองนาย ทต.พะตง ภาครัฐส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ได้แก่ นายสมภพ วิสุทธิสิริ ศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคใต้ฝั่งตะวันออก นายปพน รักษ์ศรี สนง.ชลประทานสงขลา นายอำมาตย์ ไชยทวีวงศ์ สนง.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต 12 นายสมโชติ พุทธชาติ อดีตข้าราชการสนง.ทรัพยากรน้ำที่ 8 ภาคเอกชน ได้แก่ ดร.ไพโรจน์ ชัยจิระธิกุล หอการค้าจังหวัด บ.ไซเบอร์เทค(คุณภูเบศว์ แซ่ฉิน และทีมรับผิดชอบติดตั้งกล้อง cctv) นายวิฑูรย์ ตันติพิมลพันธ์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยจังหวัดสงขลา ภาคประชาสังคม ได้แก่ นางพิชยา แก้วขาว นายชาคริต โภชะเรือง นส.กมลทิพย์ อินทะโณ มูลนิธิชุมชนสงขลา นายภานุมาศ นนทพันธ์ โปรแกรมเมอร์ดูแลเว็บไซท์ มูลนิธิเส้นด้ายหาดใหญ่ นายบัญชร วิเชียรศรี สถานีวิทยุ ม.อ. ร่วมกันรับผิดชอบ สร้างยั่งยืนและต่อเนื่องในการดูแลระบบ โดยได้ดำเนินการร่วมกันกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ได้รับความอนุเคราะห์ภาพเรดาห์สทิงพระ จากศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคใต้ฝั่งตะวันออก ภาพจากกล้องวงจรปิดของ กรมทรัพยากรน้ำ และกรมชลประทาน ภาพจากกล้องที่ติดตั้งโดยเทศบาลเมืองคอหงส์ ภาพจากกล้องส่วนใหญ่ติดตั้งโดยมูลนิธิ SCCCRN เองโดยอาศัยกล้องที่ได้รับการบริจาคอุปกรณ์ ได้รับการอนุเคราะห์การใช้ server จากบริษัทอินเตอร์เน็ต ประเทศไทย จำกัด(มหาชน) และสนับสนุนเงินค่าใช้จ่ายหลักจากภาคธุรกิจเอกชน ได้แก่ บริษัท เอสไอเอส ดิสทริบิวชั่น จำกัด มหาชน (บริจาคกล้องพร้อมเราท์เตอร์จำนวน 10 ชุด)`ปั้มพีทีและบ.ฉัตรทองพร็อพเพอร์ตี้ นอกจากนั้นยังมีผู้สนับสนุนสำคัญ ได้แก่ บ.Golden hill village หอการค้าจังหวัดสงขลา มูลนิธิพาณิชย์สงเคราะห์ มูลนิธิตระกูลประธานราษฎร์นิกร มูลนิธิเรารักสงขลาเฉลิมพระเกียรติ ปุญญสิริ โฮมเพลส APK group บ.ไซเบอร์เทค และมีผู้บริจาครายย่อยอีกจำนวนหนึ่ง

สาเหตุการเกิดอุทกภัย

กล่าวย้อนไปสำหรับเหตุการณ์มหาอุทกภัย ปี 2568 นับได้ว่าเป็นเหตุการณ์รุนแรงที่สุดกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา เกิดขึ้นในระหว่างวันที่ 19-29 พฤศจิกายน พ.ศ.2568 สาเหตุหลักมาจากฝนตกหนักผิดปกติ ปริมาณฝนที่ตกหนักเกินกว่าค่าเฉลี่ยและเกิดศักยภาพของระบบระบายน้ำของเมืองรองรับ ทำให้มีน้ำไหลเข้าพื้นที่เมืองอย่างรวดเร็วและล้นออกไปไม่ได้ โดยเกิดท่วมซ้ำ 2 รอบ รอบแรกเป็นอุทกภัยในเขตเศรษฐกิจโดยมีฝนตักหนักในพื้นที่ รวมถึงฝนจากอำเภอนาหม่อมเข้ามาทางคลองหวะและฝนจากเขาคอหงส์ระหว่างวันที่ 21-23 พฤศจิกายนและรอบสองเกิดขึ้นจากน้ำในคลองอู่ตะเภา รวมถึงน้ำจากคลองวาด คลองต่ำ และน้ำทะเลหนุนระหว่างวันที่ 24-29 พฤศจิกายน ปริมาณน้ำมหาศาลไม่ต่ำกว่า 4,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เกินศักยภาพระบบระบายน้ำและภูมิศาสตร์หาดใหญ่ตั้งบนพื้นที่ลุ่มต่ำ มีลักษณะเป็นแอ่งกระทะรับน้ำจากภูเขารอบด้านและมีแนวคลองอู่ตะเภาเป็นเส้นทางระบายน้ำหลัก เมื่อระดับน้ำในคลองสูง น้ำก็ไหลย้อนเข้าท่วมพื้นที่เมือง เพราะไม่มีทางระบายน้ำออกสู่ทะเลสาบสงขลาอย่างเพียงพอ ปัจจัยมนุษย์และโครงสร้างการพัฒนาเมืองที่มีการขยายตัวอย่างไร้ทิศทาง และสิ่งก่อสร้างที่รุกล้ำทางน้ำ ทำให้เส้นทางเดิมของน้ำถูกลดทอน ส่งผลให้ระบบระบายน้ำทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพเท่าที่ควร ประกอบกับปัจจัยภูมิอากาศโลก สภาพภูมิอากาศเช่น La Niña และกิจกรรมพายุในทะเลอันดามันส่งผลให้เกิดฝนหนักในหลายพื้นที่ของภาคใต้พร้อมกัน

สรุปสาเหตุและบทเรียนการเตือนภัยมหาอุทกภัยหาดใหญ่

  1. เกิดจากปริมาณฝนที่ตกในพื้นที่มีมากกว่าประสิทธิภาพของระบบระบายน้ำที่จะรับมือได้ กล่าวคือ ปริมาณฝนรายเดือนและฝนสะสมรายเดือน พ.ศ.2568 (ข้อมูล ณ 27 ธันวาคม 2568)ตกมากกว่าค่าเฉลี่ยปกติ 30 ปี ณ สถานีฝนสนามบินหาดใหญ่ คิดเป็น 153% ของค่าปกติรายปี,สถานีฝนอำเภอสะเดา คิดเป็น 133% และปริมาณน้ำฝน 9 วัน(วันที่ 18-26 พฤศจิกายน 2568) ณ สถานีฝนสนามบินหาดใหญ่ ฝนสูงสุดวันที่ 21 พฤศจิกายน จำนวน 370.2 มม./วันที่ 24 พฤศจิกายน จำนวน 262มม. รวมทั้ง 9 วันจำนวน 1,285 มม. รวมถึงปริมาณฝนที่อำเภอนาหม่อม วันที่ 21 พฤศจิกายน 304.5 มม.รวมฝน 9 วัน 1346.9 มม. ฝนที่สถานีสอท.สะเดา วันที่ 23 พฤศจิกายน 268.7 มม.และ24 พฤศจิกายน 271.5 มม.

  2. ปัจจัยการท่วมซ้ำสองรอบกับเงื่อนไขการยกธงเหลือง/แดง

    • น้ำท่วมรอบแรก 21-23 พฤศจิกายน ฝนตกหนักในพื้นที่อำเภอนาหม่อม คอหงส์ ทำให้เกิดการระบายน้ำบริเวณแก้มลิงคลองเรียน คลองหวะ ระบบระบายน้ำคลองเตย ณ ชุมชนจันทร์วิโรจน์ คันกันน้ำพังเสียหาย ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมในพื้นที่ น้ำเริ่มท่วมบริเวณชั้นในเขตเศรษฐกิจ ต่อมาคืนวันที่ 21 พฤศจิกายน นายกเทศมนตรีหาดใหญ่ตัดสินใจยกธงเหลือง 12 ชุมชนเวลา 20.30 น. และยกธงแดง 103 ชุมชนในวันที่ 22 พฤศจิกายน เวลา 08.00 น. ขณะที่น้ำในคลองอู่ตะเภายังไม่เข้าเกณฑ์ระดับยกธงเหลืองและแดงที่กำหนดเงื่อนไขไว้ของทีมประเมินสถานการณ์น้ำจังหวัด
    • วันที่ 23 พฤศจิกายน ระดับน้ำในพื้นที่เขตเศรษฐกิจลดลง ทีมประเมินน้ำฯเทศบาลนครหาดใหญ่ และนายกเทศมนตรีชี้ว่าน้ำลดลงแล้ว
    • ช่วงคืนวันที่ 23-24 พฤศจิกายน น้ำในพื้นที่อำเภอสะเดาตรงเขามีเกียรติ รอยต่อใกล้อำเภอนาทวีและบริเวณอำเภอคลองหอยโข่งตกหนัก ระดับน้ำในคลองอู่ตะเภาเพิ่มสูงขึ้นจากปริมาณฝนในพื้นที่ถึงเกณฑ์ยกธงเหลืองและแดงของทีมประเมินฯน้ำจังหวัด การมีธงแดงในพื้นที่ทน.หาดใหญ่ประกาศไว้และยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง ประกอบกับระบบไฟฟ้าและการสื่อสารเริ่มมีปัญหาติดต่อกันไม่ได้ การตัดสินใจภายใต้สถานการณ์นี้เป็นปัญหาสำคัญทำให้เกิดช่องว่างของการเตือนภัยที่จะต้องสื่อสารกับประชาชน
    • ทั้งนี้เงื่อนไขการพยากรณ์จากหน่วยงานที่รับผิดชอบ ทั้งสทนช.(สนง.ทรัพยากรน้ำแห่งชาติ) กรมอุตุนิยมวิทยามีการพยากรณ์คลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริงไปมาก และเอกภาพของการทำงานระหว่างทีมประเมินน้ำของเทศบาลนครหาดใหญ่และทีมประเมินน้ำของจังหวัด รวมถึงการไม่มีเงื่อนไขการเตือนภัยเพื่อธงแดงในส่วนของน้ำจากพื้นที่คลองหวะและคอหงส์ คือบทเรียนสำคัญที่จำเป็นต้องปรับปรุง

ข้อเสนอแนะเพื่อการรับมือในอนาคต

  1. เพิ่มประสิทธิภาพการพยากรณ์ล่วงหน้า

    1. เสริมเทคโนโลยีในคาดการณ์ปริมาณฝนล่วงหน้าให้กับศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคใต้ฝั่งตะวันออก พร้อมกับเสนอแนะให้ทีมประเมินสถานการณ์น้ำจังหวัดในการสร้างเงื่อนไขการเตือนภัย นำมารวมกับการเพิ่มประสิทธิภาพการเตือนภัยผ่านกล้อง cctv ของ www.hatyaicityclimate.org เพิ่มจุดติดตั้งกล้องเพื่อเตือนภัยน้ำจากอำเภอนาหม่อม/ชุมชนจันทร์วิโรจน์ และเพิ่มเงื่อนไขการยกธงแดงในพื้นที่คลองสาขาหรือลุ่มน้ำย่อย หลังจากฝนได้ตกลงในพื้นที่  และสนับสนุนมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จัดทำ flood model (แบบจำลองทางคณิตศาสตร์เพื่อประเมินระดับน้ำท่วม) เพื่อคำนวณพื้นที่น้ำท่วม น้ำหลาก สามารถให้ข้อมูลคาดการณ์ความสูงของระดับน้ำในกรณีเกิดภัยท่วมใหญ่ และการยกธงแดงล่วงหน้า
    2. ให้ความสำคัญกับกลไกการประเมินสถานการณ์น้ำ ให้มีคณะทำงานเพียงทีมเดียว มีการทำงานร่วมกันระหว่างจังหวัด/ทน.หาดใหญ่และทีมประเมินน้ำอย่างเป็นเอกภาพ  ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด และเพิ่มองค์ประกอบภาคเอกชน/ประชาชนเข้ามีส่วนร่วม พร้อมกำหนดเงื่อนไขการประเมินสถานการณ์น้ำ สนับสนุน L-alert ของท้องถิ่น(ผ่าน cell broadcast ร่วมกับปภ.) และระบบแจ้งเตือนที่ใช้ได้แม้ไม่มีสัญญาณ รวมถึงคู่มือแนวปฏิบัติที่ได้มาตรฐานในภาวะวิกฤตที่เหมาะสม
    3. เพิ่มความตระหนักให้ประชาชนรับรู้ว่า เรากำลังอยู่ในภาวะความเสี่ยงอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่จะต้องรับมือและปรับตัว แม้ในปีที่ภาวะอากาศเข้าสู่ เอลนิญโญ(น้ำน้อย ร้อน แล้งกว่าปกติ) เช่น ปี 2566 ประเทศไทยเกิดภาวะอากาศสุดโต่ง ฝนตกในพื้นที่จังหวัดนราธิวาสวันที่ 24 ธันวาคม พ.ศ.2566 ฝนตกที่อำเภอระแงะจำนวน 631.2 มม. รวมถึงสภาพภูมิประเทศของหาดใหญ่และภาคใต้มีความเสี่ยงสูงต่อการแปรปรวนและเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศกว่าภูมิภาคอื่น
  2. เพิ่มประสิทธิภาพระบบระบายน้ำ

    1. ทบทวน ตรวจสอบ และเพิ่มประสิทธิภาพระบบระบายน้ำในจุดที่ยังไม่สมบูรณ์ตรงบริเวณหน้าค่ายเสนาณรงค์  รวมถึงการทำคันกั้นน้ำปิดล้อมแล้วสูบออกหลายจุดไม่ได้ก่อสร้าง คลอง 30 เมตรจะต้องมีความกว้างมากกว่าที่เป็นอยู่การปรับท่อระบายน้ำให้สามารถรับน้ำได้ 80 มม.ต่อ 3 ชม.ทำได้ไม่ทุกจุด รวมถึงการพร่องน้ำของแก้มลิง 7 แห่งที่อยู่ละแวกเขาคอหงส์ นาหม่อม  เสริมด้วยการใช้กระสอบทรายปิดกั้นไม่ให้น้ำไหลล้นตลิ่ง การแยกระบบไฟฟ้าจากที่สูบน้ำออกจากระบบไฟฟ้าปกติ กรณีไฟฟ้าดับจะทำให้ระบบสูบน้ำทำงานไม่ได้ไปด้วย
    2. ใช้มาตรการทางผังเมืองในการควบคุมการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ทางน้ำ เร่งรัดการทำผังเมืองรวม มีมาตรการเว้นการพัฒนาหรือใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่น้ำหลาก หรือทางน้ำ พร้อมกับการผลักดันให้มีมาตรการเพื่อสร้างแรงจูงใจในการปรับตัวของประชาชนในการอยู่ร่วมกับน้ำ และย้ายที่อยู่ในพื้นที่ต่ำไปยังเมืองใหม่
  3. การเรียนรู้ของบุคลากร

    1. สรุปบทเรียน จัดการความรู้ จัดทำแนวปฎิบัติและเงื่อนไขสำคัญ ส่งต่อความรู้ให้กับเจ้าหน้าที่รวมถึงผู้บริหารทุกระดับในการบริหารจัดการน้ำรองรับอุทกภัยหาดใหญ่ได้อย่างต่อเนื่อง
  4. เพิ่มเอกภาพและประสิทธิภาพการเผชิญเหตุ

    1. ให้มีศูนย์บัญชาการกลาง ที่สามารถสั่งการณ์ได้อย่างมีเอกภาพ ตอบโต้สถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที โดยรวมอปท.ในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ และทน.หาดใหญ่ เป็นพื้นที่ดำเนินการ โดยย้ายสถานที่ตั้งศูนย์อำนวยการฯไปในสถานที่สูง มั่นคง ปลอดภัย มีการจัดทำบัญชีทรัพยากร อุปกรณ์ กำลังคนทั้งภายในพื้นที่ นอกพื้น
    2. ร่วมกับภาคเอกชน ภาควิชาการ ประชาสังคม สมาคม มูลนิธิมิตรภาพสามัคคี(ท่งเซียเซี่ยงตึ๊ง) ในการจัดตั้งศูนย์กู้ภัยภาคเอกชนในการเสริมหนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานภาครัฐ และประสานภาคีเครือข่ายอาสาสมัครจากภายนอก มีระบบฐานข้อมูลประชากรกลุ่มเปราะบาง ประชากรแฝง สามารถให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นแก่ประชาชน
    3. แต่ละภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง กำหนดแนวปฎิบัติที่ได้มาตรฐาน(SOP)ในกรณีเกิดอุทกภัยแต่ละระดับ...เล็ก กลาง ใหญ่ ให้แก่ สถานศึกษา โรงแรม ศูนย์ราชการ ชุมชน โดยเฉพาะระดับชุมชนในพื้นที่เสี่ยง จัดทำแผนรับมือภัยพิบัติโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน ดำเนินการในระดับกลุ่มชุมชน(5-10ชุมชน) ให้มีศูนย์ประสานงานระดับกลุ่มชุมชน ที่อยู่สูง ปลอดภัย พร้อมระบบน้ำ/ไฟฟ้า/อาหาร/เรือ/เสื้อชูชีพสำรอง กำหนดแนวปฎิบัติก่อนเกิดภัย ขณะเกิดภัย หลังเกิดภัย มีการซ้อมแผน เตรียมความพร้อมตั้งแต่มีธงเหลืองร่วมกับหน่วยงานระดับปฏิบัติ โดยเน้นการมีจุดอพยพย่อยระดับซอย(บ้าน 3 ชั้น) จุดอพยพระดับชุมชน เช่น โรงเรียน สถานที่สำคัญที่อยู่ที่สูง เช่น วัด มัสยิด โรงแรม และมีจุดอพยพหลัก รองรับคนได้ 5000 คนขึ้นไป 4 โซน มีการซ้อมแผนอพยพในบริเวณชุมชนที่มีความเสี่ยงสูง, การมีเครือข่ายเตือนภัยที่ได้รับการพัฒนาศักยภาพในการเข้าถึงข้อมูลทางอุตุนิยมวิทยา สามารถใช้ข้อมูลในการประกอบอาชีพและชีวิตประจำวัน, การมีเครือข่ายกู้ภัยในชุมชนที่สามารถใช้เรืออพยพขนย้ายผู้ป่วย ผู้สูงอายุ,การจัดทำแผนที่เดินดิน สำรวจกลุ่มเปราะบาง เส้นทางน้ำ/ผังน้ำ และการมีกองทุนกลางระดับชุมชน